ถอดบทเรียน “ผู้บริหารมืออาชีพ”  ที่ช่อง 3

Byพันตา (Panta)

By พันตา

4 มี.ค. 2562 ข่าวใหญ่วงการทีวี ได้แก่ ข่าวการคอนเฟิร์มข่าวลือว่า “อริยะ พนมยงค์” ผู้บริหารมืออาชีพชื่อดังในวงการเทคโนโลยี จะมารับตำแหน่ง President ของบีอีซี เวิลด์ หรือกลุ่มช่อง 3  และเวลาเพียง 1 ปีผ่านไป 20 เม.ย.63 เกิดข่าวใหญ่ยิ่งกว่า เมื่อ “อริยะ” ประกาศลาออก

“อริยะ” เข้ามารับตำแหน่งในกลุ่มช่อง 3 ด้วยความคาดหวังสูงของ “ประชุม มาลีนนท์” น้องชายคนเล็กของตระกูล “มาลีนนท์” ที่ถึงคิวเข้ามาบริหารธุรกิจ แต่ต้องการยกอำนาจการบริหารให้กับ “ผู้บริหารมืออาชีพ” จึงพยายามขอให้พี่น้องกลุ่มผู้หญิงของครอบครัว “มาลีนนท์” ที่เป็น Back up ในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด วางมือ ด้วยการยกให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารใหม่ ที่มองว่าเป็น Professional

ย้อนไปเมื่อ“ประชุม” มารับหน้าที่คุมทัพช่อง 3  ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.60 คือ การเริ่มต้นเปิดทางให้ “ผู้บริหารมืออาชีพ” มาทำงาน คนแรกได้แก่ “สมประสงค์ บุญยะชัย” อดีตผู้บริหารจากกลุ่มเอไอเอส ที่เข้ามารับตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร หรือ G-CEO ในวันที่ 27 เม.ย.2560  การมาของ “สมประสงค์” มาพร้อมทีมบริหารชุดใหม่ ที่ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเอไอเอส จนกลายเป็นข่าวลือในช่วงนั้นว่า ช่อง 3 กำลังจะถูกซื้อโดยตระกูลชินวัตร

ในปี 2560 เป็นปีแรก ที่กลุ่มช่อง 3 ได้เห็นภาพของทีมงานใหม่ ที่เข้ามาคณะใหญ่ พร้อมทีมที่ปรึกษาหลากหลายด้าน มีการปรับโครงสร้างของทีมผู้บริหารเป็นแนวทางเดียวกับกลุ่มเอไอเอส  จัดวางผู้บริหาร ระดับ C Level ครอบคลุมในทุกด้าน มีการใช้หลักการบริหารงานด้านศาสตร์ เพื่อเข้ามาจัดการระบบการบริหารงานของช่อง 3 ที่เป็นงานธุรกิจด้านศิลปะ  นับเป็นก้าวใหม่ของการบริหารช่อง 3 ในรูปแบบของ “สมประสงค์”

คนเก่งที่มาจากธุรกิจอื่น ต้องมาปรับกระบวนยุทธ และเรียนรู้สื่อโทรทัศน์  เวลา 1 ปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สัญญาณขาลงปรากฏชัดขึ้นเมื่อผลประกอบการบริษัท บีอีซี เวิลด์ หรือกลุ่มช่อง 3 ในปี 2560 พบกับคำว่า “ขาดทุน” เป็นครั้งแรก ในไตรมาสที่ 4/2560 ขาดทุน 335 ล้านบาท แต่เมื่อรวมทั้งปียังได้กำไรอยู่ที่ 61 ล้านบาท

23 ก.พ.2561 “สมประสงค์” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง G CEO เหลือไว้แค่เพียงกรรมการบริษัท โดยให้มีผลในวันที่ 1 มี.ค.2561 เป็นเหตุให้ “ประชุม” ต้องมารับตำแหน่งนี้แทน หลังจากนั้นไม่นาน บรรดาที่ปรึกษา ทีมงานฝ่ายบริหารก็เริ่มทยอยจากช่อง 3 ไป  

ในช่วงปี 2561 ผลประกอบการกลุ่มช่อง 3 ยิ่งลดดิ่งลงอีก ขาดทุนเป็นปีแรก 330.2 ล้านบาท แม้ว่าปีนี้ จะเป็นปีที่ความนิยมช่อง 3 สูงมาก จากการประสบความสำเร็จของละคร “บุพเพสันนิวาส”

ด้วยเหตุนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ “ประชุม” เดินหน้าใช้ Head Hunter หาผู้บริการมืออาชีพที่ใช่ สำหรับกลุ่มช่อง 3 โดยมีการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ทั้งในวงการทีวีและนอกวงการ จนได้พบกับ “อริยะ พนมยงค์” ที่มีชื่อจากประวัติการทำงานที่โดดเด่นในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทย ทั้ง Google และ LINE

ครั้งนี้ “ครอบครัวมาลีนนท์” ได้รับการโน้มน้าวและผลักดันให้ยก “อำนาจ” ในการบริหารงานทั้งหมดให้กับ “อริยะ” ด้วยวาดหวังว่าจะได้แม่ทัพนำทีมธุรกิจที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง 

“อริยะ” เข้ามารับตำแหน่ง 18 เม.ย.62 เร็วกว่าที่เคยประกาศไว้ว่าจะมาทำงานวันแรกวันที่ 2 พ.ค.62 หลังจากเดินทางไปดูงาน NAB ที่สหรัฐอเมริกา การรับงานใหญ่  2 เดือนแรกเป็นช่วงฮันนีมูน ที่ดูภาพลักษณ์ดี มาทำงานด้วยตัวของตัวเองเพียงคนเดียว  งานแรกที่เข้ามามีส่วนร่วมคือ การคืนใบอนุญาต 2 ช่อง

จากนั้น “อริยะ” จัดทัพใหญ่เตรียม “ล้างไพ่” ปรับโครงสร้าง  จากตัวเอง 1 คน คนใหม่เพิ่มต่อเนื่องด้วยทีมงานที่เคยได้ร่วมงานด้วยความมั่นใจ พร้อมกับการทำแผน 6 Pillars ภาพที่วาดไว้สวยหรู ดูดี ประกอบไปด้วย 1. TV Plus การดูคอนเทนต์ที่มากกว่าช่องทางทีวี  2. Distribution ช่องทางกระจายคอนเทนต์ไปต่างประเทศ 3. IP ต่อยอดลิขสิทธิ์คอนเทนต์  4.Artist หารายได้จากนักแสดงของช่อง  5. Content  Platform สร้างฐานคอนเทนต์เด่นมากขึ้น และ 6. Technology ทิศทางเทคโนโลยีในอนาคต

การลดขนาดองค์กรที่เริ่มทำหลังจากคืน 2 ช่องไป ทำให้เป็นภาพที่ดีในสายตานักลงทุน  แต่อีกด้านกลับมีทีมงานใหม่ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นทุกวัน  คนใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในอัตราค่าจ้างที่ว่ากันว่า คนใหม่ประกาศในวงการว่า “สูง” จนเกินจะปฏิเสธ  จึงดูย้อนแย้งและสร้างรอยร้าว แม้ว่า”อริยะ” จะมีอำนาจ ที่ยิ่งใหญ่ในองค์กร 

ทีมงานชุดใหม่ มากันเป็นทีม ที่เรียกว่า “ทีมบี๋” คุมอำนาจทุกส่วนอย่างภาคภูมิใจว่ามีฝีมือ มาจากช่องอื่นและสื่อที่มองว่าลักษณะงานใกล้เคียงกัน  ทั้งจาก LINE TV จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และทรู  เป็นทีมใหม่ที่มาพร้อมความมั่นใจด้วยหลักการทางทฤษฎี การคำนวณต้นทุน หาช่องทางเพิ่มรายได้ ด้วยความมั่นใจว่างานโทรทัศน์ดิจิทัลกับงาน OTT ออนไลน์อย่าง LINE TV มีการจัดการที่เหมือนกัน 

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชมทีวีหลัก ยังเป็นช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป เพียงแต่การรับชมทีวีดิจิทัล แตกแขนงไปอยู่หลายแพลตฟอร์ม แอปพลิเคชั่น ซึ่งทีวีทุกช่องต้องขยายทุกช่องทางเพื่อเพิ่มรายได้

รายได้หลักของทีวีดิจิทัล ยังคงมาจากช่องทางโฆษณาทางทีวี ไม่ใช่แพลตฟอร์มอื่นที่ยังเป็นเพียงอนาคต จึงต้อง Balance ช่องทางการหารายได้ให้ได้ เมื่อรายได้จากช่องทางออนไลน์ ยังเป็นสัดส่วนน้อย แต่กลับไม่ให้น้ำหนักในการขายโฆษณา ด้วยแรงเสียดทาน แรงกดดันจากเอเจนซี่ที่มองว่าราคาโฆษณาของช่อง 3 แพงเกินไป เมื่อทีมงานใหม่ปรับขบวนการขายโฆษณาตามแรงกดดันของเอเจนซี่ 

รายได้โฆษณาในปีล่าสุดจึงลดลงอย่างหนัก จากหลายสาเหตุทั้ง Digital Disruption ภาพรวมของธุรกิจโลก และการก้าวเดินของทีมขายทีมใหม่ 

ปกติแล้ว ช่อง 3 เป็นช่องที่จับกลุ่มคนเมือง เป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง แต่ทฤษฏีใน 6 Pillars ที่ประกาศไว้ จะพยายามเน้นกลุ่มต่างหวัดมากขึ้น เสาหลักทั้ง 6 ด้าน ยังไม่เห็นผลงานใด ออกมาเป็นรูปธรรม ที่ให้ผลดีอย่างชัดเจน ทั้งยังสาละวนกับการแก้ปัญหาการขาดทุน ทั้งที่มีเงินก้อนใหญ่จากการคืนช่อง 2 ช่องเข้ามาเป็นรายได้  ภาพที่ชัดเจนขึ้นคือการขายโฆษณาที่ยอดเงินลดฮวบจาก 8,643 ล้านบาท ในปี 2561 เหลือ 6,743 ล้านบาทในปี 2562  แม้จะพยายามลดต้นทุน แต่การไม่เชี่ยวบนถนนสายนี้ของหลายคนในทีมใหม่  ทำให้ภาพที่วาดไว้ไม่เป็นเป็นไปตามคาด

จนเมื่อ “ประชุม” ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยระบุว่ามาจากปัญหาสุขภาพ  สิ่งที่คนในวงการคาดเดาคือ “อริยะ”จะจากไปเมื่อไหร่  ภาพจริงที่ตามติดมา  อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คิด คือ การทยอยจากไปของ “ทีมบี๋” เริ่มจากคนใกล้ตัวที่เป็นเสมือนแขนซ้ายอย่าง “สุชาติ ภวศิริพร” จาก LINE ต่อด้วย “วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์” แม่ทัพด้านการตลาดและโฆษณาจากกลุ่มแกรมมี่ และ  “ภคพงศ์ พัฒนมาศ” ผู้บริหารจากทรู ที่คาดว่าจะกลับไปคืนสู่ถิ่นทรู และท้ายสุดเมื่อไม่กี่วัน คือ การประกาศลาออกของ “อริยะ” ให้มีผลวันที่ 20 มิ.ย.นี้ ที่ดูเหมือนว่าตึกมาลีนนท์จะมีเสียงเฮ แม้ว่าพนักงานจะทำงานที่บ้านกันเป็นส่วนใหญ่

ครั้งนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ 3 พี่น้องฝ่ายผู้หญิงของครอบครัว “มาลีนนท์” ที่ต้องกลับเข้ามาทำงาน เพื่อ “ฟื้นฟู” ธุรกิจ โดยมีข่าวว่า กำลังทำการคัดสรร ผู้บริหารใหม่ ขึ้นมาทำหน้าที่อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

3 ปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็น “บทเรียน” ครั้งสำคัญของครอบครัว “มาลีนนท์” อย่างแท้จริง คงจะได้บทสรุปที่ว่า “ภาพลักษณ์” ไม่ได้ชนะทุกอย่าง

ภาพสวยหล่อที่เห็นอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา 

พระเอก นางเอกในละคร ก็อาจไม่ใช่ พระเอก นางเอกในชีวิตจริง 

ไม่มีใครที่มีความเก่งรอบด้าน ความเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาหนึ่ง อาจเป็นในทางตรงกันข้ามในอีกสาขาหนึ่ง

ไม่มีความสำเร็จใด ที่ “เจ้าของ” จะเป็นเพียงผู้ชม 

การหายใจได้เต็มปอด ก็ต้องจากจมูกตนเอง  

วันนี้ ชาวช่อง 3 คงจะนึกถึงสำนวนไทยที่ว่า “ตนนั้นแล เป็นที่พึ่งแห่งตน”

Share this: