สถานการณ์ทีวีดิจิทัล เมื่อ Home Shopping เกลื่อนจอ

By พันตา (Panta)

สถานการณ์ที่บรรดาช่องทีวีดิจิทัลต้องดิ้นรนหาทางรอด เมื่อรายได้โฆษณาไม่เป็นไปตามเป้า ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะนำมาซึ่งรายได้ Home Shopping คือธุรกิจอย่างหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับหลายช่องมาแล้วใน 5 ปีที่ผ่านมา  จนมาถึงวันนี้ หลายช่องเมื่อคิดอะไรไม่ออก ผู้บริหารก็ต้องวิ่งหาบริการ Home Shopping กันรัวๆ จากที่เคยมีแต่ช่องขนาดเล็กจนถึงช่องขนาดกลางเปิดทางให้ Home Shopping กลายเป็นว่าช่องใหญ่เองหลายช่อง ต่างก็ต้องหันมาพึ่งพาบริการ Home Shopping ด้วยเหตุผลใหญ่คือ “รายได้”

การนำเสนอรายการ Home Shopping ในยุคแรก เกิดกับช่อง 7 ในช่วงเวลาประมาณตีสี่ ด้วยการให้เช่าเวลา เจ้าแรกที่บุกตลาดนี้เป็นลูกค้าของช่อง 7 คือ TV Direct ในช่วงปี 2542 จนเป็นที่มาของ 2 ชื่อคนในรายการที่คนดูจดจำได้ “จอร์จ และซาร่า” นั่นเอง “พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก” 

จากบริษัทเล็ก ๆ ผ่านมา 20 ปี  TV Direct กลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Home Shopping  เมื่อช่อง 7 เป็นรายแรกที่ให้เช่าเวลากับธุรกิจ Home Shopping  ใครจะคิดว่าช่อง 7 ก็เป็นรายแรกที่บอกเลิกไม่ให้ TV Direct เช่าเวลาทำธุรกิจ Home Shopping ต่อไป

ในยุคที่ช่องทีวีดิจิทัลต้องหาตัวช่วย การนำเสนอรายการ Home Shopping ในช่องต่าง ๆ จึงมีการจัดสรรเวลานำเสนอรายการในหลายแนวทาง ในเวลาและความยาวรายการที่แตกต่างกันไป

ตั้งแต่การเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แทรกในรายการ กลายมาเป็นซื้อทั้งช่วงเวลาต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างวัน  ตั้งแต่เช้ายันดึก รวมถึงช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของวัน แล้วแต่ว่าช่องไหนจัดสรรเวลาได้แค่ไหน  ความยาวรายการมีตั้งแต่ 5 นาที 15 นาที 20 นาที จนถึง 30 นาที

ช่อง 8 เป็นช่องแรกๆที่มีเป้าหมายชัดเจนในเรื่องการหารายได้จาก Home Shopping ด้วยการจัดช่วงเวลาขายของแทรกไปในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่ช่อง 8 เรตติ้งแรง ความนิยมสูงจากคอนเทนต์ในช่องไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวและซีรีส์อินเดียที่เคยโดดเด่นสุดสุด  แต่ผลจากการการอัดหนักขายของต่อเนื่อง ก็เป็นผลลบกระทบต่อความนิยมของช่อง เรตติ้งลดลง จนต้องหันไปใช้กลยุทธ์หาพันธมิตรขายสินค้า กระจายไปสู่ช่องไทยรัฐทีวี  ช่อง 8 ในวันนี้ แม้จะพยายามเต็มเต็มด้านเนื้อหาอย่างเต็มที่ ก็ยังเรียกคืนความนิยมมาไม่ได้มากอย่างที่หวัง

ช่องโมโน ช่องอันดับ 3  ก็ลงทุนตั้งบริษัท 29 Shopping ทำรายการ Shopping ทางทีวี

ด้านช่อง One มีรายการขายสินค้าแทรกระหว่างรายการตั้งแต่เช้ามืด  มาจัดหนักในรายการละครรีรัน ช่วงเช้าประมาณ 9.00 น. ด้วยความยาวประมาณ 20 นาที  และช่วงเวลารายการระหว่างวัน รวมถึงการแทรกโฆษณาขายสินค้าสั้นๆ ในช่วงโฆษณาของละครเวลาไพรม์ไทม์

ในกลุ่มช่องขนาดเล็ก เมื่อช่วงเวลาโฆษณาเหลือ จึงต้องยอมหารายได้จาก Home Shopping บางช่องเปิดทั้งช่วงถึง 30 นาที

ในขณะที่เวิร์คพอยท์ ช่องแห่งรายการวาไรตี้เกมโชว์ เมื่อรายการไม่ได้รับความนิยมสูงเหมือนในอดีต ก็ยังต้องหันมาหารายได้จาก Home Shopping ทั้งทำเองและร่วมกับพาร์ทเนอร์ โดยยอมจัดช่วงขายสินค้า ความยาว 5 นาทีและ 10 นาที ออกอากาศแทรกระหว่างรายการในหลายช่วงต่อวัน  แต่ไม่ยอมทำในช่วงเวลาไพร์มไทม์  คงเห็นกระทบมาจากช่องคู่แข่งว่า รายการขายสินค้า เป็นรายการที่มีผลต่อเรตติ้งโดยรวมของทั้งช่อง ช่วงใดที่ออนแอร์รายการขายสินค้า ยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมหนีจากช่องได้มากขึ้น จึงเห็นว่าส่วนใหญ่แต่ละช่องจะไม่จัดช่วงเวลาขายของแบบยาวๆ แทรกในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ยกเว้นช่องขนาดเล็กที่อาจจะมีทางเลือกไม่มากนัก

สำหรับตัวอย่างของเรตติ้งรายการขายของในวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา รายการที่มีเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับแรกของรายการประเภทขายสินค้า ในรายการขายสินค้าความสวยความงาม” ทำเรตติ้ง 0.590 ออกอากาศ 10 นาที คั่นระหว่างรายการ “บรรจงชงข่าว” กับ รายการ “ไมค์หมดหนี้”

“ไมค์หมดหนี้” เคยเป็นหนึ่งในรายการที่ทำเรตติ้งสูงของช่อง ช่วงพีคๆในปีที่แล้ว เป็นรายการที่ทำเรตติ้งสูงสุดของช่วงเวลา แต่เพิ่งมาหลุดจากแชมป์ หลังจากเจอรายการจากช่อง One “ดวลเพลงชิงทุน” และ “แหวน 5 ท้าแสน” ช่อง 7 ตีคู่มาจนแซงชนะไปได้

ส่วนของช่องเนชั่นทีวี จัดช่วงเวลา แฮปปี้ ช็อปปิ้ง เอาไว้หลายช่วงแทรกในรายการระหว่างวัน บางวันมีถึง 12 ช่วง ช่วงละประมาณ 10 นาที  ช่วงเวลาที่ทำแฮปปี้ ช็อปปิ้ง เรตติ้งดีคือก่อนข่าวภาคค่ำ ที่เป็นช่วงเวลาหลักของช่อง ได้เรตติ้ง 0.435 เรตติ้งดีเพราะได้แรงส่งของช่วงข่าวเย็น “เนชั่นทันข่าว” ที่ทำเรตติ้งไว้ 0.733 นอกจากนี้ยังมีแทรกให้เห็นในเนื้อหารายการช่วงดึกด้วย

ช่อง 8 รายการ Shopping ที่ทำเรตติ้งดีที่สุดของช่องเป็นช่วงเวลาเช้า 9 โมง ในขณะที่ช่อง One เป็นช่วงเวลาประมาณเกือบแปดโมงเช้าและกลางละครรีรันช่วงเช้า

เมื่อทีวีดิจิทัลไม่มีทางเลือก หนทางหารายได้นอกเหนือจากรายได้โฆษณา ขายกันสารพัดสินค้า ทั้งขายเครื่องสำอาง ถั่งเช่า อุปกรณ์กีฬา เกลื่อนจอ อุปสงค์ อุปทานจึงไม่พอดีกัน เมื่อหวังรายได้ ก็ต้องรับผลกระทบว่า เมื่อเบื่อหนักเข้า คนดูจะหนีไปดูช่องอื่น

แต่เมื่อทีวีเป็นธุรกิจ ที่ต้องการรายได้มาเลี้ยงบริษัทและพนักงาน ในยุคที่เงินทองหายาก เศรษฐกิจไม่ลื่นไหล  ช่องทางไหนมีโอกาสสร้างรายได้ ก็ต้องกระโจนเข้าไป

ก็ได้แต่หวังว่า เซนเซอร์ของแต่ละช่อง  จะเข้มงวดดูแล ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมและคนดู ด้วยการไม่ปล่อยให้สินค้าโฆษณาเกินจริง โอ้อวดมากกว่าที่ได้รับอนุญาตมาจากหน่วยราชการที่ควบคุมดูแล  โดยเฉพาะสินค้าที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ ทั้งอาหาร ยา เครื่องสำอาง

เช่นเดียวกันหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลก็ต้องติดตามกำกับดูแลทุกช่องทีวีด้วยมาตรฐานความเข้มงวดในระดับเดียวกัน เท่าเทียมกัน เข้มแข็ง ไม่ละเลย เพราะการปกครองดูแล กำกับการต่าง ๆ หากมีมาตรฐานในระดับเดียวกันไม่ว่าสังคมใด อาชีพไหน ก็จะทำให้สังคมนั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

แบ่งปันเนื้อหา
error: Content is protected !!