ทศพร เพ็ชรโปรี CPF

เปิดยุทธศาสตร์ CPF จับมือคู่ค้า ผลักดันธุรกิจอาหารเติบโตยั่งยืน

AI & Technology What's new ธุรกิจและการพัฒนา

ซีพีเอฟ (CPF) แบรนด์ธุรกิจอาหารที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 5 แสนล้านบาท โดย 70% มาจากตลาดต่างประเทศ และอีก 30% มาจากในประเทศไทย โดยมีหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจคือ การทำงานร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจ หรือผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  และที่สำคัญร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารไทยบุกตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

คุณทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ (CPF) อธิบายถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความต้องการหลากหลาย และที่สำคัญต้องการคุณภาพ  ซึ่งที่ผ่านมา CPF ให้ความสำคัญ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ SME และบุคคลต่างๆ  ยกตัวอย่างเช่น CPF ได้ทำงานร่วมกับเชฟรุ่นใหม่ที่รู้จักความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างดี นอกเหนือจากการพาแบรนด์ให้ผู้บริโภครู้จักในวงกว้างมากขึ้น ผ่านรายการอาหารต่างๆ

“ประเทศไทยมีเชฟที่มีชื่อเสียง หรือเป็นเซเลบริตี้ที่คนรู้จัก เมื่อเราร่วมมือกับเชฟมาช่วยพัฒนาสูตร และพัฒนาแบรนด์ ก็ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งเชฟหลายคนเข้า มีคนตามเป็นหลักหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน แปลว่ารสชาติที่เขาปรุงมีคนชอบ ถ้าเขามาช่วยเรา ก็ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น” 

ทศพร CPF
คุณทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality ซีพีเอฟ (CPF) เล่าถึงความร่วมมือกับคู่ค้า และโอกาสของอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ

เรียกได้ว่า แม้ CPF จะสามารถบริหารธุรกิจแบบองค์กรใหญ่ได้อย่างเต็มที่ แต่การระดมประสบการณ์ที่แตกต่าง และเรียนรู้จากพันธมิตรกลุ่ม SME เป็นสิ่งสำคัญ  ขณะเดียวกัน  CPF  มีการลงทุนเทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนาที่สามารถแลกเปลี่ยนกับคู่ค้าได้ เช่น การลงลึกในคุณสมบัติของวัตถุดิบต่างๆ ร่วมกันพัฒนาเรื่องโภชนาการในเมนูต่างๆ เพื่อให้การรับประทานอาหารเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างรายละเอียดของไฟเบอร์ในวัตถุดิบแต่ละชนิด กับการปรุงในความร้อนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ยกตัวอย่างเมนูอาหารขายดีอย่าง เมนูกะเพราะหมู หรือกะเพราไก่  ที่วัตถุดิบ กะเพรา และพริก จะมีคู่ค้าเกษตรกรที่รวมกลุ่มปลูกส่งมอบให้ CPF มาปรุงเป็นอาหารพร้อมทานวางขาย ที่มีรายละเอียดตั้งแต่การจัดเก็บ จนถึงขั้นตอนการปรุงในเวลาที่ตรงตามกำหนด และสม่ำเสมอ

“ตอนแรกผมคิดว่า ส่วนที่ยากของเมนูกะเพรา คือการทำเนื้อหมู หรือไก่  แต่จริงๆ แล้ว วัตถุดิบกะเพรานั้นยากมาก ถ้าเก็บโดยที่ยังไม่ได้อายุที่เหมาะสม ให้น้ำไม่ได้ตามเวลา ปรับปรุงดินไม่สม่ำเสมอ ก็ไม่ได้คุณภาพ รสชาติที่ต้องการ หรือเมนูไก่จ๊อที่มีรายละเอียดในส่วนของฟองเต้าหู้ต้องหนาเท่ากัน ไม่เช่นนั้นเวลาทอดแล้วจะแตก กรอบไม่เท่ากัน ซึ่งความยากของวัตถุดิบเหล่านี้คือ เรื่องของความสม่ำเสมอ  เราจึงต้องทำงานกับเกษตรกรแบบลงรายละเอียด  ตั้งแต่วิธีปลูก การตัด การเก็บอย่างไรไม่ให้ช้ำ ออกแบบภาชนะที่ใช้เก็บ เพราะถ้าช้ำกะเพราจะไม่หอม ต้องใช้เทคโนโลยีในการคำนวนน้ำ คำนวนอุณหภูมิในห้องที่เก็บ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ปรุง และได้คุณภาพที่ดี”

รายละเอียดการกำหนดคุณภาพวัตถุดิบ ตัวอย่างกระเพรา และพริกนั้น  ปัจจุบัน CPF มีคู่ค้าเกษตรกรที่ปลูกกะเพราส่งมอบให้กว่า 100 ราย  อยู่ในจังหวัด นครปฐม, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, สิงห์บุรี, นนทบุรี, สิงห์บุรี และ สระแก้ว  และพริกนั้น CPF มีคู่ค้าเกษตรกรปลูกพริก 250 ราย อยู่ในภาคเหนือและอีสาน เช่น ตาก เชียงใหม่ ชัยภูมิ ศรีษะเกษ 

สำหรับเทคนิคการเลือกใช้กะเพราในเมนูสุดฮิตของ CP นี้ คือจะเลือกใช้กะเพราขาว เพราะเมื่อนำมาปรุงในเมนูสีจะไม่คล้ำ เมื่อเด็ดใบกะเพราจากต้นแล้วต้องนำมาปรุงภายใน 2 วัน สำหรับพริกนั้นใช้พริกขี้หนูจินดา เพราะมีรสเผ็ดจัดจ้านและมีกลิ่นหอม และเมื่อเด็ดพริกมาแล้ว ก็นำมาปรุงภายใน 2 วันเช่นกัน

ตัวอย่างการจัดการวัตถุดิบกับพันธมิตรอย่างแม่นยำ สม่ำเสมอนี้ เป็นเพราะผู้ประกอบการด้านอาหารยุคนี้ต้องเจอกับความท้าทายของเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค ที่แม้จะสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่ยังต้องการคุณภาพ และความอร่อยเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันเห็นได้ชัดว่า ผู้บริโภคจำนวนมากสนใจรายละเอียด อ่านส่วนผสมของวัตถุดิบในฉลากมากขึ้น ในส่วนของความอร่อยนั้น รสชาติแบบอาหารไทยถือว่าปรุงยากและซับซ้อน เพราะเมนูส่วนใหญ่มีรสชาติ และรสสัมผัสที่หลากหลายในหนึ่งเมนู จึงต้องมีความปราณีตตั้งแต่เลือกวัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการปรุง

“ความปราณีตของอาหารไทยนี้ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกมากๆ  เพื่อทำให้เป็นอุตสาหกรรมของไทยแข่งขันได้” ทศพรกล่าวย้ำ พร้อมยกตัวอย่างเช่น การชิมรสชาติอาหารให้ได้มาตรฐาน ที่ต้องมีทั้งทีมงานคณะชิมอาหารแล้ว ยังมีเทคโนโลยีมาช่วยวัดรสชาติอีกขั้นตอนหนึ่งด้วย“ คุณทศพรกล่าว

จากโจทย์นี้ และวิธีการจัดการ ทำให้ CPF ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งตลาดในไทย และยังรุกลงทุนทำตลาดในต่างประเทศอย่างเต็มที่  นอกจากอาหารสด ยังมีกลุ่มอาหารพร้อมทานกำลังได้รับความสนใจตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเมนูที่เป็นเอกลักษณ์รสชาติแบบไทย หรืออาเซียน เช่น แบรนด์ CP Authentic Asia  อย่างเมนูข้าวซอย ข้าวแกงเขียวหวานไก่ ผัดไทย  เมนูเกี๊ยว  ที่เป็นเมนูได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแทบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ และออสเตรเลีย และที่กำลังเป็นเทรนด์มาแรง คือ อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารเฉพาะกลุ่ม ที่แน่นอนยุทธศาสตร์ที่สำคัญหนึ่ง คือจับมือกับพันธมิตร เพื่อร่วมกันเปิดประตูให้อุตสาหกรรมอาหารไทย ไปสู่ตลาดโลกและสร้างรายได้กลับมาถึงมือผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

Tagged