“ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด” จิตอาสา–ประชาชนกว่า 2,500 คน ทวงความยุติธรรม “สีดอหูพับ” ตั้งคำถามการย้ายช้างจนตาย
รายการ “โหนกระแส” ที่ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เปิดเวทีพูดคุยถึงกรณีการเสียชีวิตของ “สีดอหูพับ” ช้างป่าที่กลายเป็นประเด็นร้อนของสังคม โดยมีตัวแทนจิตอาสา นักอนุรักษ์ และองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ เข้าร่วมให้ข้อมูล พร้อมเปิดเผยข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเคลื่อนย้ายช้าง การใช้ยาสลบ และความโปร่งใสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จุดเริ่มต้นของ “สีดอหูพับ” ช้างที่ชาวบ้านรัก
“สีดอหูพับ” เป็นช้างป่าเพศผู้ ไม่มีงา และมีลักษณะเด่นคือใบหูพับลง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ ช้างตัวนี้เริ่มปรากฏตัวบริเวณพื้นที่ภูเวียงตั้งแต่ปี 2566 โดยมากับโขลงในสภาพผอม แต่ต่อมาได้แยกตัวและใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง
จิตอาสาในพื้นที่เล่าว่า สีดอหูพับไม่ใช่ช้างดุร้าย กลับเป็นช้างที่ชาวบ้านคุ้นเคยและเมตตา หลายคนถึงกับเตรียมอาหารไว้ให้เมื่อมันเดินผ่าน อีกทั้งยังไม่เคยสร้างปัญหาร้ายแรงในพื้นที่ภูเวียง จนกลายเป็นเหมือน “สมาชิกของชุมชน”
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีคำร้องจากพื้นที่ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ย้ายช้าง 4 ตัว รวมถึงสีดอหูพับ โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มช้างที่สร้างความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต
ข้อสงสัยสำคัญ: ทำไมต้องย้าย “สีดอหูพับ”
จิตอาสาตั้งคำถามว่า สีดอหูพับอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเวียง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ร้องเรียนแล้ว เหตุใดจึงถูกนำไปรวมอยู่ในคำสั่งเคลื่อนย้ายด้วย
อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านจำนวนมากยืนยันว่า ช้างตัวนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมดุร้าย และเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตเกิดจากการที่มนุษย์เข้าไปยั่วยุหรือฝ่าฝืนคำเตือนของเจ้าหน้าที่
ที่สำคัญ กรมอุทยานฯ ไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งศาล ทั้งที่การเคลื่อนย้ายช้างป่ามีความเสี่ยงสูง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของช้าง
กระบวนการเคลื่อนย้ายและการใช้ยาสลบที่ถูกตั้งคำถาม
เหตุการณ์เคลื่อนย้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการยิงยาสลบใส่สีดอหูพับหลายครั้ง รวมทั้งหมดถึง 5 เข็ม ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง
จิตอาสาที่อยู่ในพื้นที่ระบุว่า
-
มีการให้ยาหลายครั้งในช่วงเวลาที่ถี่เกินไป
-
ช้างมีอาการอ่อนแรง สับสน และล้มลง
-
มีการใช้ไม้แหลมแทงเพื่อบังคับให้เคลื่อนที่
-
ใช้รถบรรทุกอ้อยในการขนย้าย แทนรถเฉพาะทาง
หลังจากฉีดยาเข็มสุดท้ายไม่นาน สีดอหูพับก็เสียชีวิต
ประเด็นสำคัญคือ ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณยา ชนิดยา และเหตุผลของการฉีดยาซ้ำ ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แม้จิตอาสาจะร้องขอเอกสารอย่างเป็นทางการ
มวลชนกว่า 2,500 คน รวมตัวเรียกร้องความเป็นธรรม
ตัวแทนองค์กรจิตอาสาเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีประชาชนเข้าร่วมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมประมาณ 2,500 คน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนประมาณ 2,000 คน และอีก 500 คนที่ไม่ได้ลงทะเบียน
ข้อเรียกร้องหลักมี 4 ข้อ ได้แก่
-
ให้อธิบดีกรมอุทยานพิจารณาลาออกและแสดงความรับผิดชอบ
-
ให้สอบสวนทีมสัตวแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย
-
ให้หยุดการเคลื่อนย้ายและทำหมันช้างป่าในลักษณะเดียวกัน
-
ให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าที่ช้างอาศัยอยู่
ผู้ร้องเรียนระบุว่าการประชุมกับเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน หลายคำถามสำคัญ เช่น เหตุผลที่ไม่อุทธรณ์คำสั่งศาล หรือรายละเอียดการใช้ยา ยังไม่มีคำชี้แจงที่ตรงประเด็น
ประเด็นทางกฎหมายและความรับผิดชอบ
ตัวแทนองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ชี้ว่า ช้างป่าเป็นทรัพยากรของชาติ การเคลื่อนย้ายต้องใช้ความระมัดระวังสูง และหากเกิดความเสียหาย อาจมีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา
ขณะเดียวกัน นักอนุรักษ์มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบ ทั้งการบริหารจัดการสัตว์ป่า การใช้คำสั่งศาล และการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ
“สีดอหูพับ” จากช้างป่าธรรมดา สู่สัญลักษณ์คำถามของสังคม
กรณีการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ไม่ได้เป็นเพียงการสูญเสียสัตว์ป่าหนึ่งตัว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามต่อระบบการจัดการสัตว์ป่า ความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ และความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
กระแสเรียกร้องความยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไป พร้อมความหวังว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

