ช่อง 3 ทิ้งทวนรับปีใหม่ จัดละครดัง “ลิขิตรัก & อังกอร์” รีรันฟันเรตติ้ง

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ จัดเป็นช่วงเทศกาลความสุข และการเดินทาง ซึ่งหลายช่องทีวีดิจิทัลต้องจัดกลยุทธ์วางคอนเทนต์ใหม่รับเทศกาล ปีนี้ช่อง 3 เป็นรายแรกเปิดโผวางคอนเทนต์ออกมา

ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ช่อง 3 ได้จัดละคร “ลิขิตรัก The Crown Princess” ที่ได้นักแสดงคู่ขวัญตัวท็อปของช่อง “ณเดชน์ และญาญ่า” มาออนแอร์วันที่ 18 – 30 ธ.ค.นี้ ในช่วงไพรม์ไทม์ แบบยิงยาวต่อเนื่องดูกัน 13 ตอนในแบบฉบับ Director Cut เป็นการตัดต่อใหม่ เพิ่มตอนมาจากครั้งแรกที่ออกอากาศพร้อมประเทศจีนมีเพียงแค่ 12 ตอน

ส่วนช่วงเย็น ช่อง 3 จัด “อังกอร์” ละครบู๊นอกสายตา ละครม้ามืดของช่องในครึ่งปีหลัง ที่ทำเรตติ้งสูงสุด มาออนแอร์ตั้งแต่ 20 ธ.ค.ยิงยาวไปถึงปีใหม่

 

เป็นการวางกลยุทธ์มาแหวกแปลกแนวจากทุกๆปี เล่นกับเทศกาลก่อนช่องอื่น ที่ยังคงส่งละครใหม่ลงผังอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์กันตามสถานการณ์แล้ว ช่วงเดือนธ.ค.เป็นช่วงเวลาที่รายได้จากโฆษณามาน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่หมดงบแล้ว การนำละครรีรันที่ได้รับความนิยมของปีนี้ มาออกอากาศต่อจากละครใหม่ที่จะจบลง น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้ทั้งเรตติ้งและลดต้นทุน ก่อนไปเริ่มละครใหม่ชุดใหม่หลังปีใหม่

 

สถานการณ์ของละครใหม่ของช่อง 3 ที่ออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ตอนนี้ มีตัวเลขเรตติ้งอยู่ในระดับตั้งแต่ 1 – 3 เท่านั้น โดยเรื่องที่มีเรตติ้งสูงสุดของล็อตที่ออนแอร์ขณะนี้ เป็น “ปี่แก้วนางหงส์” ที่เคยได้เรตติ้งสูงสุดอยู่ที่ 3.214 ในวันแรกที่ออกอากาศ และค่อยๆลดลงหลังจากนั้น ส่วน “ชาติเสือพันธ์มังกร” มีเรตติ้งตอนล่าสุดวันที่ 27 พ.ย.อยู่ที่ 1.911 และ “รักพลิคล็อค” ละครปลายสัปดาห์ มีเรตติ้งตอนล่าสุด 25 พ.ย. อยู่ที่ 2.125

 

ในปีนี้ละครที่ทำเรตติ้งสูงสุดให้กับช่อง 3 ยืนหนึ่ง คือ “บุพเพสันนิวาส” สร้างประวัติศาสตร์ เรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่องสูงถึง 13.384 ตามมาด้วย “คมแฝก” 5.363, “อังกอร์” 5.311 และ “ลิขิตรัก The Crown Princess” 4.740

ซึ่ง “บุพเพสันนิวาส” ได้รีรันไปแล้ว 1 รอบในช่วงละครเย็น ช่อง 3 จึงเลือกเรื่องที่มีความเหมาะสมกับช่วงเวลามาออกอากาศ ทั้ง “ลิขิตรัก The Crown Princess” และ “อังกอร์”

ความพิเศษของ “ลิขิตรัก The Crown Princess” นั้น เนื่องจากเป็นละครเรื่องแรกของช่อง ที่เปิดตลาดประเทศจีน สร้างรายได้ให้ช่องไปแล้วประมาณ 50 ล้านบาท จากการออกอากาศแบบคู่ขนาน Simulcast พร้อมกัน 2 ประเทศ ทำให้มีการตัดต่อไม่เหมือนกันเพื่อความเหมาะสมของการออนแอร์ที่ต่างกันทั้งสองประเทศ จึงมีเนื้อเรื่องที่ยังไม่เคยออกอากาศมาก่อนเข้ามาเสริมด้วย ทำให้สามารถเพิ่มตอนได้อีก 1 ตอน

 

การนำละครที่คู่รัก คู่ขวัญ ขวัญใจประชาชน “ณเดชน์-ญาญ่า” กลับมาออนแอร์อีกครั้ง น่าจะเป็นการต่อยอด จากความสำเร็จของภาพยนตร์ “นาคี 2 “ ที่ทั้งคู่แสดงคู่กันเป็นเรื่องแรก และสามารถกวาดรายได้ทั่วประเทศมาแล้วมากกว่า 400 ล้านบาท

ในขณะที่ “อังกอร์” คือละครบู๊ แนวแมส เจาะกลุ่มผู้ชมทั่วประเทศ ที่ไม่ว่านำมาสร้างกี่ครั้ง ก็ประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่เวอร์ชั่นนี้ เป็นการข้ามช่องมาอยู่ช่อง 3 เป็นครั้งแรก คราวนี้นำมาสู้กับละครเย็นที่กำลังมาแรงทั้ง “ขุนปราบดาบข้ามภพ” ช่องวัน, “ซิ่นลายหงส์”ช่อง 8 และละครเย็นชุดใหม่ของช่อง 7 น่าจะแข่งกันสนุก เพราะตลาดละครเย็น ที่ส่วนใหญ่เป็นตลาดของกลุ่มคนต่างจังหวัด กลายเป็นการสู้กันด้วยละครตลก, ดราม่า และละครบู๊

 

การจัดรีรันยาว ออนแอร์เรื่องเดียวต่อเนื่องทุกวันทั้งช่วงเวลาไพรม์ไทม์และละครเย็น อาจจะให้อรรถรสเต็มอิ่ม ดูกันต่อเนื่องจุใจ ฟินกันให้สุดๆกับความรักในละครของณเดชน์-ญาญ่า ที่ช่วงนี้ชีวิตจริงกำลังพีค หวานแบบปิดไม่มิด หรือบู๊สนุกแบบจับผิด กับการปิ้งไก่ ระเบิดภูเขา เผากระท่อมของอังกอร์ เหมือนช่วงที่เคยจัด “อย่าลืมฉัน” เวอร์ชั่น “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ และ แอน ทองประสม” มารีรันรอบที่ 4 ในเดือนต.ค.2560 ก็ยังได้เรตติ้งเหนือจากละครทุกช่องในช่วงนั้น

กลยุทธ์สำคัญ ของการจัดวางละครรีรันของช่อง 3 มีความน่าสนใจ เนื่องจากในทุกช่วงเวลาของวัน ทั้งละครรีรันเช้า และบ่าย สามารถเรียกเรตติ้งได้สูงเหนือช่องอื่นๆของช่วงเวลานั้น รวมถึงการนำละครปรากฏการณ์ ทั้ง “นาคี” และ “บุพเพสันนิวาส” มารีรัน จนฟื้นเรตติ้งของช่องขึ้นมาได้ทุกครั้ง ต้องดูว่ารูปแบบการวางกลยุทธ์ใหม่นี้ ผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ละครรีรัน ยังตอบโจทย์สำคัญ เรื่องการลดต้นทุน สร้างรายได้ใหม่ให้กับช่อง ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

แบ่งปันเนื้อหา
error: Content is protected !!