ช่อง 7 ทนไม่ไหว ต้องไหลตามตลาด จัดละครรีรันลดต้นทุนช่วงปีใหม่ 

 

จากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การชะลอการใช้เงินของภาคธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ค่าโฆษณาของธุรกิจทีวีทั้งระบบ ทำให้ “พี่ใหญ่” ช่อง 7 ยังต้องหันมาใช้กลยุทธ์ละครรีรันเสริมผัง รับช่วงเดือนธ.ค.เดือนสุดท้ายของปี ในช่วงที่รับรู้กันทั้งวงการว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงที่รายได้โฆษณาลด เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว 

อีกทั้งดูทรงจากรายได้ของประกอบการในแต่ละไตรมาสของบริษัทที่ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่รายงานตัวเลขที่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว จะเห็นได้ว่าบาดเจ็บกันเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากกลุ่มบีอีซี เวิลด์ ของช่อง 3 ไตรมาส 3 เฉพาะรายได้จากค่าโฆษณาลดลง 23% โมโนลดลง 7.89% และเวิร์คพอยท์ลดลง 23.3% ส่วนของอาร์เอส รายงานรายได้จากค่าโฆษณาของธุรกิจทีวีและวิทยุลดลง 9.9%

ช่อง 7 เพิ่งยิงโปรโมทอย่างเป็นทางการในช่องว่า “สารวัตรใหญ่” จะกลับมาในช่วงละครหลังข่าวเดือนธันวาคมนี้

นับเป็นครั้งแรกที่ช่อง 7 ต้องหยุดการออนแอร์ละครใหม่ หันมาใช้กลยุทธ์นำละครเก่า รับมือภาวะรายได้ค่าโฆษณาลดลงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมด โดยภาพรวมละครช่อง 7 แต่ละเรื่องต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 40-50 ล้านบาท หากลงทุนไปแล้ว รายได้ไม่เข้า จะเป็นการชักเนื้อ เสียมากกว่า ดังนั้นกลยุทธ์นำของเก่ามาใช้ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“สารวัตรใหญ่” เป็นละครบู๊ แอคชั่น สนุกสนาน เจาะกลุ่มผู้ชมแมส โดนเฉพาะต่างจังหวัดได้ดี เคยออกอากาศในช่วงต้นปี 13 ม.ค.-17 ก.พ. เป็นละครช่อง 7 ในปีนี้ ที่ทำเรตติ้งได้เกิน 10 เป็นเรื่องแรก โดยได้เรตติ้งตอนจบอยู่ที่ 11.291  และมีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่องอยู่ที่ 8.022 ซึ่งในปีนี้มีละคร 3 เรื่องที่ทำเรตติ้งตอนจบสูงสุด ได้แก่ “ผู้บ่าวอินดี้ ยาหยีอินเตอร์” ได้ 11.391 และ “มธุรสโลกันต์”ที่เพิ่งจบไปได้ 11.084

หากวิเคราะห์สาเหตุที่ช่อง 7 เลือกละคร “สารวัตรใหญ่” มาออนแอร์ เมื่อเทียบกับละครหลายๆเรื่องที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน  นอกจากจะเป็นละครที่มีเรตติ้งสูง แม้ไม่สูงเท่า “ผู้บ่าวอินดี้ ยาหยีอินเตอร์” ที่มี “เวียร์ ศุกลวัฒน์” เป็นแม่แหล็ก แต่เนื่องจากช่อง 7 กำลังนำละครใหม่ “ยอดรักนักรบ” ที่มี “เวียร์” นำแสดงมาออกอากาศในอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันการเลือกละครน้ำดี เกี่ยวกับบทบาทของตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ช่วงนี้โดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์เยอะ อีกทั้งช่วงเทศกาล ตำรวจก็มีบทบาทสำคัญในชีวิตของผู้คน น่าจะเป็นการช่วยส่งเสริมพลังในการทำงานทั้งของตำรวจ และประชาชนที่จะได้รับภาพพจน์ที่ดีของตำรวจไปด้วย 

ย้อนหลังไปตั้งแต่ยุคทีวีดิจิทัล ช่อง One เป็นช่องแรกที่หยุดการออกอากาศละครใหม่ในช่วงปลายปี โดยยุคแรกใช้ภาพยนตร์เรื่องยาวที่ได้รับความนิยมมาทดแทน ก่อนจะมาเป็นละครรีรัน  ส่วนช่อง 3 เริ่มมาใช้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในปีแรก จัดหนังต่างประเทศลงแทนละครทั้งเย็นและค่ำไทยในช่วงเวลาสั้น จนมาเมื่อปีที่แล้ว ที่ช่อง 3 จัดละครรีรันทั้งช่วงไพรม์ไทม์และค่ำ

นอกเหนือจากช่อง 7 แล้ว มีรายงานข่าวจากกลุ่มเอเจนซี่แจ้งมาว่า ในปีนี้ช่อง 3 ก็จะมีการจัดละครดังมารีรันเช่นกัน แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น รอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็วๆนี้

สำหรับปลายปี 2561 ช่อง 3 เคยจัดละครรีรันถึง 2 เรื่อง ได้แก่ “ลิขิตรัก The Crown Princess” ที่มีคู่รัก NY ณเดชน์ ญาญ่า นำแสดง สำหรับออนแอร์ต่อเนื่องทุกวันหลังข่าว 2 ทุ่ม และจัดเรื่อง “อังกอร์” ลงผังช่วงละครค่ำ ซึ่งกลยุทธ์นี้ แม้ว่าจะโดนวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร แต่ก็สามารถลดค่าใช้จ่าย และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มช่อง 3 ในขณะนั้นได้ดีพอสมควร

เรตติ้งของละครรีรันช่อง 3 ในปลายปีที่แล้ว แม้ว่าจะสู้กับละครใหม่ของช่อง 7 ไม่ได้ แต่ก็สามารถทำได้ดี เช่น “อังกอร์” รีรันตอนจบ ทำเรตติ้งได้ถึง 4.166  เทียบกับตอนจบในการออนแอร์ครั้งแรก 7.305  ส่วน “ลิขิตรัก The Crown Princess”  ได้เรตติ้งเฉลี่ยช่วงรีรัน 2.38 ในขณะที่ช่วงออนแอร์ครั้งแรกได้เรตติ้งเฉลี่ยไป 4.74

เมื่อทั้งช่อง 7 และช่อง 3 เดินหน้าปลายปีด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ กลุ่มช่องอื่นๆ ก็คงหนีไม่พ้น ต้องหากลยุทธ์จัดช่วงรายการรีรันรัวๆ เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ถูกใจผู้ชม แต่ในยุคสภาพเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ ทางเลือกจึงมีไม่มาก ก็ขอเอาใจช่วยทุกๆฝ่ายให้สู้กันต่อไป 

“ ทิ้งท้ายของช่อง 7 ในช่วงปลายปีนี้ แว่วมาว่า จะมีข่าวสะเทือนวงการ ที่ผู้ผลิตรายใหญ่รายหนึ่งของช่อง 7 อาจจะย้ายออกแบบถอนยวง ส่วนจะเป็นรายใดนั้น TV Digital Watch จะเกาะติดความคืบหน้า มารายงานกันต่อไป”

แบ่งปันเนื้อหา
error: Content is protected !!