บริษัท บีอีซี เวิลด์ หรือกลุ่มช่อง 3 รายงานตลาดหลักทรัพย์ถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 พบว่า รายได้รวมของบริษัท อยู่ที่ 1,272.1 ล้านบาท ลดลง 50.7 ล้านบาท หรือ ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,3228 ล้านบาท โดยรายได้หลักเป็นรายได้จากขายเวลาโฆษณา และรายได้จากใช้ลิขสิทธิ์ ที่มีสัดส่วน 83.5 %และ 16.5 % ตามลำดับ

รายได้จากขายเวลาโฆษณาอยู่ที่ 1,062.7 ล้านบาท ลดลง 80.8 ล้านบาท หรือ ลดลง 7.1% ทั้งนี้รายได้จากการขายเวลาโฆษณาที่ลดลงเป็นผลเม็ดเงินโฆษณามีการปรับตัวลดลงจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีผู้ติดเชื้อจํานวนมาก รวมถึงมีมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ทําให้เศรษฐกิจหยุดชะงักและส่งผลต่อการชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณา

ในขณะที่รายได้จากการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ละครไปต่างประเทศหรือ Global Content Licencing อยู่ที่ 47.3 ล้านบาท และรายได้จากคอนเทนต์ในช่องทาง Digital ท่ีรวมถึง Ch3+ แพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ และการจัดกิจกรรมต่อยอดทางช่องทางออนไลน์ จำนวน 158.9 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 3/2564 ได้มีการ Simulcast ละคร ผ่านแพลตฟอร์ม Netflix 2 เรื่อง ได้แก่ ให้รักพิพากษา (Dare To Love), ดวงตาที่สาม (I See Dead People) และ 1 เรื่องผ่าน Viu คือ พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน (May to December Romance)

สรุปภาพรวมไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 142.9 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 137.6% จาก ไตรมาส 2 ปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 60.1 ล้านบาทกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมาการเติบโตของธุรกิจการขายลิขสิทธิละครไปต่างประเทศ ธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มและ การควบคุมต้นทุนดําเนินการ โดยเฉพาะการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสที่ 3/2564 อยู่ที่ 185.9 ล้านบาท ลดลง 33.1% จากไตรมาสที่ 3/2563 ที่ 277.7 ล้านบาทจากการลดค่าใช้จ่าย การลดขนาดองค์กรและจากการถอดงบของ Tero ออก

นอกจากนี้ในการประชุมกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เมื่อเร็วๆนี้ ฝ่ายบริหารของกลุ่มช่อง 3 ยังได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การหารายได้จากธุรกิจใหม่ ซึ่งจะมีทั้งการลงทุนผลิตภาพยนตร์ที่ต่อยอดจากนักแสดงในสังกัดของช่อง 3 การทำธุรกิจเพลง ที่ต่อยอดมาจากเพลงประกอบละครของช่อง การต่อยอดรายได้ใหม่จากการบริหารรายได้จากศิลปิน (Artist Management ) และการผลิต Original Content

 

Tagged