เปิด 4 กลยุทธ์หลักกลุ่มช่อง 3 : ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจดิจิทัลเพิ่ม 2 เท่า ย้ำไม่ทำ TV Shopping

เกาะติดจอ ช่อง3 ผลประกอบการ

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท บีอีซี เวิลด์ หรือ กลุ่มช่อง 3 ได้พบกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้แจงผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท นำทีมโดย สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการธุรกิจทีวี เป็นผู้นำทีม ซึ่งผลประกอบการโดยรวมนั้น ไตรมาส 2 ปีนี้ มีรายได้รวมของบริษัท อยู่ที่ 1,183.8 ล้านบาท ลดลง 908.5 ล้านบาท หรือ 43.4% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยกลุ่มรายได้จากขายเวลาโฆษณาลดลงมากที่สุด มีรายได้ไม่ถึงพันล้าน เพียง 887 ล้านบาท ลดลงถึง 51.1% จากไตรมาส 2 ปีที่แล้ว มีสาเหตุมาจากโดยการลดลงของรายได้มาจาก นาทีขายโฆษณาที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคาสูง มากขึ้นและเป็นผลมาจากการหดตัวอย่างมากของเม็ด เงินโฆษณาตามผลกระทบของ COVID-19 แม้ว่าจะมี ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์มีมากขึ้น เนื่องมาจากการ Lockdown แต่เม็ดเงินโฆษณาลดลง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

โควิด ระบาดทั่ว กลุ่มช่อง 3 ไตรมาส 2 /2563 ขาดทุน 266.8 ลบ รายได้โฆษณาหด 51.1% โตเฉพาะขายสิขสิทธิ์ละครตปท.เพิ่ม 15.6%

จากข้อมูลพบว่า รายได้ที่เติบโตมากที่สุดของบริษัทได้แก่ รายได้จากการขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ มีรายได้ 150.8 ล้านบาท เติบโต 367.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีรายได้แค่ 32.3 ล้านบาท ซึ่งตลาดต่างประเทศที่สำคัญได้แก่ ประเทศจีน ที่ขายลิขสิทธิ์แบบ Simulcast หรือออกอากาศคู่ขนานละคร 2 เรื่อง “อกเกือบหัก แอบรักคุณสามี” และ “พยากรณ์ซ่อนรัก” สร้างรายได้หลัก ส่วนรายได้รวม 6 เดือนแรกอยู่ที่ 189.9 ล้านบาท เติบโต 208.4%

ในขณะที่รายได้จากธุรกิจดิจิทัล ไตรมาสนี้มีรายได้ 95.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้วมีรายได้ 88.6 ล้านบาท และภาพรวม 6 เดือนมีรายได้รวม 193 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เปิด 4 กลยุทธ์หลักกลุ่มช่อง 3

ส่วนทิศทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท บีอีซีในช่วงต่อไปนี้ จะเน้น 4 กลยุทธ์หลัก ซึ่งมีทั้งระยะยาวและระยะสั้น ได้แก่

1.การปรับปรุงคอนเทนต์ ข่าว ละคร และรายการวาไรตี้

2.การนำคอนเทนต์ของกลุ่มไปสู่แพลทฟอร์มที่หลากหลาย

3.การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปต่างประเทศ ซึ่งมีตลาดหลักที่ 3 กลุ่มประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี และกลุ่มอาเซียน ที่ประกอบไปด้วย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ซึ่งมีแผนที่จะหาพาร์ทเนอร์เพิ่มเติมเพื่อขยายตลาด

4.สร้างรายได้ทางช่องทางออนไลน์ผ่าน Ch3+ เป็นหลัก

สำหรับรายการข่าวนั้น มีรายงานข่าวว่าจะเริ่มต้นปรับที่รายการข่าวเที่ยงก่อนเป็นเช่วงแรก โดยจะเริ่มในวันที่ 1 ก.ย.นี้เป็นต้นไป ด้วยรายการข่าวที่เพิ่มเวลาให้มากขึ้น

ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจดิจิทัลเพิ่ม 2 เท่า

ในส่วนรายได้จากจากธุรกิจดิจิทัล หรือออนไลน์ นั้น บริษัทฯ ตั้งเป้าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ทั้งจากช่องทาง Ch3+ การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทางสตรีมมิ่ง (OTT) และการหารายได้จากช่องทางโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้มีการเปิดเผยว่า ยอดวิวคอนเทนต์ของของกลุ่มช่อง 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นละคร ในปีนี้มีละครที่สร้างยอดวิวสูง 2 เรื่องได้แก่ “ซ่อนเงารัก” ที่ออนแอร์ในเดือนม.ค.ปีนี้ และละคร “อกเกือบหัก แอบรักคุณสามี” ที่เริ่มออกอากาศในเดือนเม.ย.-มิ.ย. แต่ยอดวิวรวมก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งช่วงที่ออนแอร์ละคร “กรงกรรม” และ “ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง”

สุรินทร์ ประกาศไม่มีรายการ TV Shopping เหตุกระทบเรตติ้ง

ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า ในการตอบคำถามของนักวิเคราะห์ ซึ่งได้สอบถามเรื่องนโยบายเกี่ยวกับรายการประเภท TV Shopping ซึ่งสุรินทร์ได้กล่าวว่า ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับรายการกลุ่มนี้ เพราะเป็นผลดีแค่ระยะสั้น จากรายได้การขายสินค้าในรายการ แต่กระทบต่อเรตติ้งโดยรวมของช่อง

ก่อนหน้านี้ในทีมผู้บริหารชุดเก่า เมื่อได้เคยจัดรายการ TV Shopping ลงผังรายการในช่วงละครรีรันภาคเช้า เพื่อเจาะกลุ่มแม่บ้าน แต่พบว่ากระทบต่อเรตติ้งมาก จนต้องถอนรายการ TV Shopping ออกจากผังรายการเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

[post-views]

Share this: