GMM Grammy Q3/63 รายได้รวม กำไรลด แต่รายได้จากการลงทุน 2 ช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น

ผลประกอบการ

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แจ้งผลประกอบการของ ไตรมาส 3 /2563 ต่อตลาดหลักทรัพย์ พบว่า รายได้รวมของบริษัท อยู่ที่ 1,085.8 ล้านบาท ลดลง 432.6 ล้านบาท หรือ 28.5 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,518.4 ล้านบาท

กลุ่มรายได้จากธุรกิจเพลงและค่าลิขสิทธิ์ เป็นหมวดที่มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดถึง 52 % ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท มีรายได้อยู่ที่ 552.2 ล้านบาท ลดลง 396.4 ล้านบาท หรือ 41.8 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 948.6 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการงดจัดกิจกรรมและคอนเสิร์ตตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย GMM Music ขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ให้กับสตรีมมิ่งและดิจิทัลแพลตฟอร์ม Tencent Music Entertainment Group บริษัทธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่งรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีนให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพลงผ่าน 4 แพลตฟอร์มได้แก่ QQ Music, KuGou Music, Kuwo Music และ WeSing

ส่วนรายได้จากการขายสินค้าหรือ รายได้จากธุรกิจพาณิชย์ ที่มีสัดส่วน 34.6 % ของรายได้ทั้งหมด ลดลง 18.3ล้านบาท หรือ 4.7 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562(รายได้จากการขายสินค้า ประกอบไปด้วย การจําหน่ายสินค้าเพลงที่ อยู่ในรูป Physical productและ ดิจิทัลมิวสิค, ธุรกิจบริหารศิลปิน ธุรกิจจัด จําหน่ายสินค้าโฮม ช้อปปิ้ง โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น

ในขณะที่รายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ ในไตรมาสนี้ มีรายได้ 83.5ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.5% แต่สัดส่วนรายได้จากภาพยนตร์มีสัดส่วนเพียง 8 % ของรายได้ทั้งหมด

อีกหนึ่งธุรกิจที่มีรายได้เพิ่ม ได้แก่ ธุรกิจการลงทุนในบริษัทเดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือช่อง One ที่ร่วมกับกลุ่มครอบครัว “ปราสาททองโอสถ” และบริษัทจีเอ็มเอ็ม แชนแนลโฮลดิ้ง หรือช่อง GMM25 ที่ร่วมทุนกับตระกูล “สิริวัฒนาภักดี” หรือกลุ่มช้าง ซึ่งมีข่าวว่า จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กำลังเจรจาซื้อหุ้นคืนอยู่ ซึ่งจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่แจ้งว่า การลงทุนนี้มีการเติบโต ส่งผลให้บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมจำนวน 63.0 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้น จาก 1.5 ล้านบาท และเติบโต 135.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในภาพรวม ไตรมาสนี้ยังมีกำไร อยู่ที่ 36.6ล้านบาท ลดลง 26.6 ล้านบาท หรือ 42.1% จาก ไตรมาส 3 / 2562 มีสาเหตุมาจากจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลให้การจัดกิจกรรมของบริษัทยังไม่สามารถดําเนินงานได้ตามปกติ และ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทำให้กระทบรายได้รวมของธุรกิจสื่อ

ทั้งนี้บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ รายงานว่า บริษัทได้ลงทุนนําเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) มาใช้ร่วมกับBig Data จาก Smart IDเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันคุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ที่เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตและมิวสิคเฟสติวัลของบริษัท เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้กับธุรกิจเพลง และ ส่วนธุรกิจภาพยนต์ จะมีภาพยนตร์ใหม่ 1 เรื่องกําหนดเข้าฉายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 นี้

Share this: