สถาบันรอยเตอร์ส โดยนิค นิวแมน รายงานผลสำรวจความเห็น ผู้บริหารสื่อ 280 คน ใน 51 ประเทศ เกี่ยวกับการคาดการณ์แนวโน้มสำนักข่าวในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่ต้องเร่งปรับตัว เพราะกำลังเผชิญการบีบคั้น และความกดดันที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI ที่สามารถสร้างคอนเทนต์ทั้ง ข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และอื่นๆ แต่ยังเผชิญกับอีกหลายอย่างที่ต้องต่อสู้อย่างหนัก แล้วสิ่งที่สำนักข่าวทั่วโลกกำลังเผชิญคืออะไรบ้าง
- กลุ่มคนรุ่นใหม่ หันไปดูข่าวสารจากแพลตฟอร์มต่างๆ และสนใจแบรนด์สำนักข่าวแบบดั้งเดิมน้อยกว่า
- แนวโน้มการเลิกพึ่งพิงสื่อจากบรรดานักการเมือง เซเลบริตี้ คนดัง นักธุรกิจ ที่หันไปใช้ช่องทางโปรโมททางช่องยูทูบ หรือพอดแคสต์ แทน เพราะสำนักข่าวบางแห่ง ถูกทำให้เห็นว่ามีน่าเชื่อถือต่ำ
- ผลการค้นหาข้อมูลจากเสิร์ช เอนจิ้น (SEO) ถูกแทนที่ ได้คำตอบจากแชทกับ AI ถามตอบ ได้ข้อมูล จนทำให้ปริมาณการเข้าชมแพลตฟอร์มผ่านางกูเกิลลเสิร์ชของสำนักข่าวลดลง
สถาบันรอยเตอร์ส สรุปว่าปริมาณการเข้าเว็บไซต์สำนักข่าว ที่มาจากช่องทางการค้นข้อมูล หรือเสิร์ช (SEO) จะลดลง 43% ในอีก 3 ปีข้างหน้า แม้จะไม่ไปไกลถึงขั้น “Google Zero” แต่ก็เป็นผลกระทบที่สำคัญ ที่น่าสนใจคือ สำนักข่าวที่เน้นเนื้อหาไลฟ์สไตล์ ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเปิดตัวฟีเจอร์ AI Overview ของ Google โดยปริมาณการเข้าชมจากช่องทาง Facebook ลดลง 43% และ X ลดลง 46%
สิ่งที่ผู้บริหารสื่อสำนักข่าวท้่วโลกจะให้ความสำคัญนับจากนี้ คือ
- ผลสำรวจเรื่องการรับมือกับ AI นั้น ผู้บริหารสำนักข่าวที่รอยเตอร์สสำรวจมาส่วนใหญ่บอกว่า จะให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเชิงสืบสวน หรือเชิงลึกมากขึ้น รวมไปถึงการรายงานข่าวจากพื้นที่ หรือภาคสนาม รวมถึงการวิเคราะห์และให้คำอธิบาย เกี่ยวกับข่าว เล่าเรื่องที่สะท้อนมุมมองความเป็นมนุษย์ และแน่นอนมีแผนลดสัดส่วนเนื้อหาข่าวทั่วไป รวมไปถึงแนวเนื้อหาที่ไม่หมดอายุตามกาลเวลาแบบเดิมอย่างเอเวอร์กรีนคอนเทนต์
- การลงทุนของสำนักข่าวต่างๆ ในแพลตฟอร์มอื่นมากขึ้น นอกเหนือจากแพลตฟอร์มตัวเอง โดยที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2026 นี้ คือ YouTube ตามด้วย TikTok และ Instagram โดยเน้นไปที่วิดีโอ และเสียง และที่จะให้ความสำคัญลดลง คือการทำคอนเทนต์เพื่อหวังดึงยอดคนเข้ามาแพลตฟอร์มตัวเองจาก SEO Facebook และ X
- สำนักข่าวหลายแห่งมองว่าสนใจจะทำความตกลงกับแพลตฟอร์ม AI ในปีนี้ แต่ความเห็นก็แตกเหมือนกันคือ 20% คาดว่าจะมีรายได้ดี แต่ 50% มองว่าจะเป็นแค่รายได้เสริมจากแพลตฟอร์ม AI เล็กน้อย และ 20% บอกว่าไม่คาดหวัง
- ผลลัพธ์การใช้ AI ในงานข่าว ผู้บริหารสำนักข่าวจำนวนใกล้เคียงกันที่เห็นว่า ได้ผลน่าพอใจ (44%) กับยังได้ผลจำกัด (42%)
- สัดส่วนรายได้ที่น่าสนใจ คือรายการการสมัครสมาชิกเป็นแหล่งรายได้หลัก (76%) รองลงมาคือโฆษณา กิจกรรมออนไลน์และกิจกรรมออนกราวด์ ส่วนเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรการกุศลและมูลนิธิลดลง เพราะการตัดงบประมาณสนับสนุนสื่อในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ
6.ผู้บริหารสำนักข่าวส่วนใหญ่ คือ 70% กังวัลต่อการเพิ่มขึ้นของ ครีเอเตอร์ข่าวและอินฟลูเอนเซอร์ที่มาแย่งเวลาการเสพข่าวสารและความสนใจไปจากสำนักข่าว และ 39% กังวลว่าเสี่ยงที่จะสูญเสียบุคลากรด้านบรรณาธิการให้กับวงการครีเอเตอร์ ซึ่งอาจได้รับผลตอบแทนทางรายได้ที่สูงกว่า จึงจะพยายามให้นักข่าวเป็นเหมือนครีเอเตอร์ข่าวมากขึ้น
ข้อมูลจากสถาบันรอยเตอร์สนี้ ในวงการสื่อไทยก็เผชิญกันอยู่ โดยเฉพาะการค้นหาข้อมูลผ่านกูเกิล ที่เป็นกิจกรรมที่ชาวเน็ตทำเสมอ เมื่ออยากรู้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงข่าวที่กำลังดัง หรือเรื่องที่ตัวเองสนใจ แต่โลกของธุรกิจสื่อเปลี่ยนไปจาก ที่ในอดีตการค้นเจอหัวข้อนั้น ๆ ในกูเกิล จะคลิกอ่านต่อมาในเว็บสำนักข่าวอย่างลื่นไหลเกิดเพจวิว และมีโมเดลรายได้จากการแบ่งปันโฆษณาจากกูเกิล
แต่เมื่อโซเชียลมีเดีย Facebook YouTube TikTok IG ฟีดข้อมูลข่าวได้เร็วกว่า มีรูปแบบวิดีโอน่าสนใจ เข้าใจง่าย คนก็รู้ข้อมูลข่าวสารแล้ว และจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา การค้นหาในกูเกิลแม้ค้นเจอแล้ว แต่โอกาสในการคลิกลิงก์อ่านต่อมาในเว็บสำนักข่าวลดลง เพราะมี AI สรุปให้อ่านเข้าใจง่ายอย่างเรียบร้อย การคลิกลิงก์เข้ามาในแพลตฟอร์มของสำนักข่าวจึงลดลงอย่างที่เห็น
ที่มา : https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/journalism-media-and-technology-trends-and-predictions-2026

