ผลประกอบการของ ไตรมาส 2 2564 ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อเร็วๆนี้ว่า รายได้รวมของบริษัท อยู่ที่ 1,006.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91 ล้านบาท หรือ 9.9 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี  2563 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 915.9 ล้านบาท โดยทุกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ยกเว้นรายได้จากการขายสินค้า ลดลง 13.3 % มาอยู่ที่ 353.7 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจเพลงอยู่ที่ 443.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1 ล้านบาท หรือ 5.2  % เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี  2563 ที่มีรายได้ 421.8 ล้านบาท รายได้จากการธุรกิจภาพยนตร์อยู่ที่ 93.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 387.2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี  2563

รายได้หลักของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ยังคงเป็น รายได้จากธุรกิจเพลงและ รายได้จากการขายสินค้า ที่คิดเป็น 46.1 %และ 44.5%  ซึ่งรวมกันเป็น 90.6 %ของรายได้รวมทั้งหมด โดยรายได้ธุรกิจเพลงที่สูงขึ้นมาจากดิจิทัลมิวสิค ในขณะที่รายได้จากการขายสินค้าลดลงจากสถานการณ์โควิด ที่ผู้ซื้อมีกำลังซื้อลดลง ส่วนรายได้ธุรกิจภาพยนตร์ มีสัดส่วน 9.3 %ของรายได้รวมนั้น มีการเติบโตสูงถึง 387.2% มาจากการขายลิขสิทธิ์ไปช่องทางสตรีมมิ่งและดิจิทัลแพลตฟอร์ม

ประเด็นที่น่าสนใจในไตรมาสนี้พบว่า ธุรกิจการลงทุน ในบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลช่อง One ที่บริษัทถือหุ้นใหญ่ 31.27%  มีผลการดำเนินงานที่เติบโตมาก ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วม จำนวน 89.0 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาส 2 ปี2563 ท่ี 26.7ล้านบาท  ทั้งนี้บริษัท เดอะ วันฯ มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2 /2564 นี้ บริษัทขาดทุน 15ล้านบาท จากที่กำไร 7.5 ล้านบาทไตรมาส 2 ปี  2563  หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น 300.4% อย่างไรก็ตามบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ได้รายงานว่าเนื่องจากในไตรมาสนี้มีรายการพิเศษจากการบันทึกขาดทุนจากการให้วัดมูลค่ายุติธรรมในสินทรัพย์ทางการเงินอื่นจำนวน 160.1 ล้านบาท

Tagged